• TH EN
    TH
ความรับผิดในการกระทำของตัวแทนหรือลูกจ้าง
  • ความรับผิดในการกระทำของตัวแทนหรือลูกจ้าง
  • การซื้อขายสินค้าหรือให้บริการ ในทางปฏิบัติเป็นการซื้อสินค้าแบบเงินเชื่อทั้งนั้น การค้าขายแบบจ่ายเงินสดแทบจะไม่ค่อยมี ดังนั้น พนักงานฝ่ายขายและพนักงานสินเชื่อของทุกบริษัท ซึ่งเป็นทั้งลูกจ้างและตัวแทนในเวลาเดียวกัน หากไปนำเสนอขายสินค้าหรือให้บริการแทนบริษัท บริษัทต้องผูกพันไปด้วย จะอ้างว่า ไม่รู้เห็นไม่ได้ นอกจากนี้ลูกจ้างของผู้ซื้อ เช่น พนักงานฝ่ายจัดซื้อหรือผู้จัดการของบริษัทผู้ซื้อ หากไปลงนามในใบสั่งซื้อ บริษัทผู้ซื้อซึ่งเป็นนายจ้างจะปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ การซื้อขายสินค้าก่อนจะออกใบสั่งซื้อ หรือก่อนจะลงนามในใบสั่งซื้อในฐานะผู้ซื้อ จะต้องตรวจสอบเนื้อหาเงื่อนไขเงื่อนเวลาให้ละเอียดก่อนลงชื่อ เพราะถ้าลงลายมือชื่อไปแล้วต้องถูกผูกมัด ต้องปฏิบัติตามนั้น ก่อนหน้านี้มีคำพิพากษาของศาลฎีกาตัดสินเกี่ยวกับการกระทำของตัวแทนหรือลูกจ้างที่นายจ้างหรือตัวการต้องร่วมรับผิดด้วย มีรายละเอียด ดังนี้
    1.ผู้จัดการจัดซื้อลงนามในใบเสนอราคาซื้อสินค้า

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7670/2543 การที่โจทก์ส่งใบโปรฟอร์มาอินวอยซ์ไปถึงจำเลยที่ 1 มีรายละเอียดของสินค้าราคาและวิธีการชำระหนี้ ย่อมเป็นคำเสนอขายสินค้าเสนอต่อจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการอาวุโสฝ่ายจัดซื้อของจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้ซื้อในเอกสารดังกล่าวแล้วส่งคืนให้โจทก์ย่อมเป็นการแสดงเจตนาสนองรับซื้อแทนจำเลยที่ 1 สัญญาซื้อขายเม็ดพลาสติกรายนี้จึงเกิดขึ้นมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยอมรับรู้ให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการซื้อสินค้าจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การค้าขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มุ่งเอาการที่จำเลยที่ 1 เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้โจทก์ก่อนจึงจะถือว่า การซื้อขายสำเร็จไปแต่ละรายการ แต่จำเลยที่ 1 มิได้ยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าเสียหายทุกรายการไม่ชอบ เพราะโจทก์ยังนำสืบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้ดังที่กล่าวไว้ในคำฟ้อง จำเลยที่ 1 อ้างขึ้นลอยๆ ว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ โดยมิได้ยกเหตุผลใดๆ มาประกอบข้ออ้างเลยว่า โจทก์นำสืบอย่างไรจึงถือว่านำสืบไม่ได้ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย
    2.คู่สัญญาเคยส่งตัวแทนมาติดต่อว่าจ้างก่อนหน้านี้แล้วจึงเป็นตัวแทนโดยปริยาย

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664/2548
    จำเลยที่ 1 เป็นบุตรเขยจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับราชการ มีอายุมากแล้ว จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ดังกล่าวต่อเทศบาลด้วยตนเอง เมื่อก่อสร้างเสร็จ นางสาว ท. หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างโจทก์ยังตกลงซื้ออาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ห้อง โดยจำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้จะขายในสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ก็อ้างว่าหนี้ตามฟ้องคดีนี้ไม่ถูกต้อง เพราะต้องหักเงินค่ามัดจำและค่าหินขัดออกก่อน ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับโจทก์แล้วเหตุใดจึงจะยอมให้มีการหักเงินกันได้ เพราะไม่ใช่หนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 2 เคยติดต่อว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์กับโจทก์ กรณีดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เรื่องตัวแทนเชิด
    3.เซลส์ขายสินค้ารับปากไว้ว่าคืนสินค้าได้จะคืนเช็คให้ถ้าสินค้าไม่ดีผูกพันผู้ขาย

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2539 การที่พนักงานขายเสนอขายสินค้าของโจทก์แก่จำเลยย่อมถือได้ว่า เป็นตัวแทนของโจทก์โดยปริยายและการที่พนักงานขายสินค้าของโจทก์รับรองกับจำเลยว่า ถ้าสินค้าที่จำเลยซื้อจากโจทก์ไม่สามารถใช้ผลิตสินค้าได้ยอมให้คืนสินค้าและยอมคืนเช็คพิพาทให้จำเลย จึงย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นตัวการให้ต้องยอมรับผลในข้อตกลงที่ได้ทำไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 โจทก์ไม่มีสิทธินำเช็คพิพาทมาฟ้องจำเลย
    4.ข้อตกลงภายในบริษัทจะนำมาอ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบกับบุคคลภายนอกไม่ได้

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4594/2549 จำเลยทั้งสองเคยสั่งให้โจทก์ลงโฆษณามาก่อนหลายครั้ง โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบสั่งโฆษณา แม้ในครั้งที่พิพาทกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จะมิได้ลงลายมือชื่อไว้ แต่เป็นเรื่องข้อตกลงภายในของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทั้งข้อความที่ลงโฆษณาเป็นเรื่องที่อยู่ในกิจการและประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 เชิญจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของตน ว่าจ้างโจทก์โฆษณา จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดชำระสินจ้างแก่โจทก์ ในใบสั่งซื้อสินค้า หากต้องให้ลูกค้าลงนามควรให้กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงนามพร้อมประทับตราจะดีที่สุด หรือควรจะมีการตกลงกันว่า พนักงานของผู้ซื้อสินค้าเป็นใคร มีอำนาจกระทำการแทนผู้ซื้อได้ จะได้ไม่ต้องไปเถียงกันในชั้นศาลว่า ลูกจ้างลงนามไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัทผู้ซื้อ นอกจากนี้ หากผู้ลงนามในใบสั่งซื้อใช้ลายเซ็น ไม่มีการเขียนตัวบรรจงกำกับไว้ ผู้ขายควรสอบถามผู้ซื้อว่า เป็นลายเซ็นของใคร มีอำนาจหน้าที่อะไรในการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขาย เพื่อความแน่ใจและป้องกันการปฏิเสธในชั้นศาลว่าลายเซ็นดังกล่าว ไม่ใช่พนักงานของผู้ซื้อ จึงเท่ากับว่าไม่ได้มีการสั่งซื้อสินค้าแต่อย่างใด ในอนาคตหากมีการฟ้องกันในชั้นศาล ผู้ขายจะแพ้คดี

ยืนยันคำสั่ง?
คุณต้องการดำเนินการต่อไปหรือไม่?
Message