• TH EN
    TH
สศช.ห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี
  • สศช.ห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี
  • เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ไตรมาส 1/2562 พบว่าหนี้สินครัวเรือนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์โตขึ้น 10.1% ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ไตรมาส 2/2557 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งก่อหนี้ก่อนการบังคับใช้ มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ (แอลทีวี) ไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา รวมถึงมีความต้องการซื้อรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น หนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่กลางปี 2561 โดยไตรมาส 4/2561 หนี้สินครัวเรือนเท่ากับ 12.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% คิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) เท่ากับ 78.6% เพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน หากคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีแล้วไม่เกิน 80% ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่รับมือได้ แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากผ่านพ้นมาตรการแอลทีวีไปแล้ว จะทำให้การก่อหนี้สินครัวเรือนชะลอตัวลงและดีขึ้น

  • มองว่าภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรการต่างๆเพื่อกำกับดูแลและควบคุมการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุม รวมถึงมีความเหมาะสมมากขึ้น อาทิ การออกแบบมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ การออกมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ เนื่องจากคุณภาพของสินเชื่อรถยนต์มีแนวโน้มลดลง รวมถึงการติดตามมาตรการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อ ที่มีรถยนต์เป็นหลักประกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม นายทศพรกล่าว

  • จ้างงานนอกภาคเกษตรมาแรง

    นายทศพร กล่าวว่า การจ้างงานเพิ่มขึ้น 0.9% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นนอกภาคเกษตร 3.2% ขณะที่สาขาโรงแรมและภัตตาคารมีการจ้างงานลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 0.2% ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลง เมื่อพิจารณาตามระดับการศึกษา พบว่า มีความต้องการแรงงานสายอาชีพ สูงกว่าจำนวนผู้สมัครงานถึง 2 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงความขาดแคลนจำนวนแรงงานและทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการ โดยต้องติดตามประเด็นที่จะมีผลกระทบด้านแรงงานอย่างใกล้ชิดคือ สถานการณ์ภัยแล้งที่จะส่งผลกระทบกับรายได้ของเกษตรกร เนื่องจากมีรายงานว่าน้ำในเขื่อนของกรมชลประทานอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยขั้นวิกฤต เกษตรกรจึงควรเตรียมรับมือกับวิกฤตภัยแล้ง โดยเปลี่ยนจากการปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำมากมาเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน

  • ปัจจัยที่อาจจะกระทบกับการจ้างงานอีกคือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ซึ่งอาจจะกระทบไทยผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวต้องเฝ้าระวังการจ้างงานในสาขาบริการท่องเที่ยว เนื่องจากลักษณะการจ้างงานส่วนใหญ่เป็นการจ้างงานชั่วคราว ตามปริมาณการเข้าพักของนักท่องเที่ยว แต่มองว่าการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงเชื่อว่าจะต้องมีการรักษาสัดส่วนของนักท่องเที่ยวไว้ให้ได้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบใดขึ้น นายทศพรกล่าว

  • หนุนครม.ใหม่เร่งศก.-เมกะโปรเจ็กต์

    นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลก ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ธนาคารโลกจะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562 รอบใหม่ช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 โดยอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจและประมวลภาพรวมหลังจากที่ประเทศไทยจัดตั้งได้รัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว จากมุมมองเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยขยายตัวลดลงจาก 3.9% อยู่ที่ 3.8% ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ถือว่าเป็นการเติบโตในระดับที่ดี โดยมีแรงหนุนเศรษฐกิจจากอุปสงค์ในประเทศเข้า ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาครัฐรวมทั้งการลงทุนภาคเอกชนก็เริ่มกลับเข้ามา ช่วยทดแทนการชะลอตัวของการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่ชะลอตัวตามการค้าโลกและผล กระทบจากสงครามการค้าสหรัฐและจีน ทั้งนี้ ด้านการส่งออกสินค้าและบริการคาดว่าจะเติบโตที่ 5.7%

  • ธนาคารโลกประจำประเทศไทยยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยได้ในขณะนี้ เนื่องจากฝ่ายวิเคราะห์ต้องการเก็บตัวเลขและการสำรวจในเรื่องต่างๆ เข้ามาประกอบ รวมถึงการสำรวจมุมมองของนักลงทุนต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ และรายชื่อของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาประกอบเป็นสำคัญว่าจะมีผลบวก-ลบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร ซึ่งตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทย ธนาคารโลกประจำประเทศไทยจะนำข้อมูลของกลุ่มธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์กรุ๊ป) ที่ได้มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจทั่วโลกลงในเดือนมิถุนายน 2562 มาประกอบการพิจารณา คาดว่าจะสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน ขณะที่ประเด็นความเสี่ยงคือทิศทางการส่งออกชะลอตัวและปัจจัยทางการเมือง นายเกียรติพงศ์ กล่าว

  • นายเกียรติพงศ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องเร่งดำเนินการหลังจากนี้ คือการผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ให้บรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ รวมถึงแผนเดินหน้าผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อื่นๆ ที่กำลังจะออกมาให้เดินหน้าต่อเนื่อง เชื่อว่าการผลักดันดังกล่าวจะส่งผลดีต่อประเทศไทย รวมทั้งความเชื่อมั่นให้ดีขึ้น

  • เวิลด์แบงก์หั่นลดจีดีพีไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน กลุ่มธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงาน June 2019 Global Economic Prospects report โดยปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2562 เหลือ 2.6% จากเดิม 2.9% และปี 2563 เหลือ 2.7% จากเดิม 2.8% และปรับลดปริมาณการค้าโลก ปี 2562 จากเดิม 3.6% เหลือ 2.6% และปี 2563 เหลือ 3.1% จากเดิม 3.5% ผลจากความกังวลสงครามการค้าสหรัฐกับประเทศคู่ค้าที่ยืดเยื้อ ขณะที่ประมาณการของประเทศไทยปรับลดปี 2562 ลงเป็น 3.5% จาก 3.8% และปี 2563 เหลือ 3.6% จาก 3.9%

  • ศก.ฝืดฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภค

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่น ผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม 2562 ทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และค่าดัชนีต่ำสุดในรอบ 19 เดือนนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง ส่งผลดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 59 เดือนนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 โดยอยู่ที่ 71.9 ลดลงจากเดือนเมษายนอยู่ที่ 75.6 ขณะที่ดัชนีเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตอยู่ที่ 77.9 ลดลงจาก 81.7 ในเดือนเมษายน

  • นายธนวรรธน์กล่าวว่า ปัจจัยที่ให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงทุกรายการต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อของประชาชนที่ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่มีความรุนแรงมากขึ้น ตลอดจนราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกปีนี้

  • โพลชี้ปชช.มีความสุขน้อยลง

    ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความสุขน้อยลง เพราะสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่นิ่ง ขณะที่รายได้ในกระเป๋าไม่เพิ่มขึ้น จากดัชนีต้นทุนการครองชีพปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุดรอบ 60 เดือน ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงชะลอตัวหรืออยู่ในช่วงขาลง และยังไม่มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้น นายธนวรรธน์กล่าว

  • นายธนวรรธน์กล่าวว่า จากสถานการณ์ต่างๆ ในขณะนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2562 จะขยายตัว 2.8-3.2% หรือไม่แตกต่างจากไตรมาสแรกมากนัก ซึ่งหากไตรมาส 2/2562 ขยายตัว 3% ได้ จะทำให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกเติบโต 2.9% และหากต้องการให้ทั้งปี 2562 เติบโต 3.5% เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังต้องขยาย 4%

  • เชื่อรบ.ใหม่นโยบายเดิม'สมคิด'คุม

    จากสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ประเมินว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ฝ่ายเศรษฐกิจชุดใหม่คงจะเป็นชุดที่ใกล้เคียงเดิม นำทีมโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แต่ต้องจับตาว่า ใครจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดว่าจะเห็น ครม.ชุดใหม่ได้เดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนและภาคเอกชน เริ่มมั่นใจว่าจะมีรัฐบาลทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนประเทศ แม้ว่าคะแนนเสียงของรัฐบาลจะเกินครึ่งหนึ่งไม่มาก แต่เชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะทำให้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่งได้ไม่ยาก นายธนวรรธน์กล่าว

  • นายธนวรรธน์กล่าวว่า หากเดือนกรกฎาคมธันวาคมปีนี้ รัฐบาลสามารถใช้งบประมาณกลางที่เหลือในการออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่จำเป็น ซึ่งประเมินว่าทุก 10,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ จะช่วยเศรษฐกิจขยายตัว 0.04-0.06% จึงเชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลน่าจะออก โดยใช้วงเงิน 30,000-50,000 ล้านบาท เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ 0.1-0.3% โดยส่งผลให้เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังโต 4% และทั้งปีนี้เติบโต 3.5% ได้

  • ฝ่าวิกฤตโลกทีมศก.ต้องแหลมคม

    จากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับเสียงโหวตจากที่ประชุมร่วมรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรี และทุกฝ่ายคาดการณ์ว่าทีมเศรษฐกิจยังอยู่ภายใต้การดูแลของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจยังเป็นคนจากพรรคพลังประชารัฐ ทำให้มองว่าทิศทางการบริหารและไม่มีการเปลี่ยนนโยบายที่ทำไว้ก่อนหน้านี้

  • นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ในสถานการณ์การเมืองของโลกและเศรษฐกิจโลกยังผันผวน ดังนั้นไม่อยากให้รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่มองแค่เรื่องในประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะไทยยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศ และการส่งออกของไทยมีสัดส่วนถึง 60% ของจีดีพี ดังนั้นการให้ความสำคัญกับตัวแปรนอกประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ การทำงานด้านเศรษฐกิจต้องมีวิสัยทัศน์และตีโจทย์การเปลี่ยนแปลงของต่างประเทศให้ขาด และต้องติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐในปีหน้า เพราะจะมีผลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางการค้าและการลงทุนของโลก

  • ขณะนี้มหาอำนาจของโลกกำลังขัดแย้งกัน ดังนั้นการวางตัวของไทยจึงสำคัญมาก คนที่มาบริหารเศรษฐกิจต้องมองให้ขาดว่าจะเดินหน้าอย่างไร และใช้ประโยชน์จากการขัดแจ้งอย่างไร รวมถึงต้องมีการเตรียมพร้อมนโยบายไว้รับมือสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นรัฐบาลใหม่ต้องมีทีมเศรษฐกิจที่มีวิสัยทัศน์แหลมคม โดยเฉพาะกระทรวงสำคัญ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งคนที่มาเป็นรัฐมนตรีอาจไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลภายนอก เพราะเท่าที่ดูนักการเมืองหลายคนในพรรคร่วมรัฐบาลสามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ แต่คงต้องเลือกให้ดีหน่อย นายสมภพกล่าว

  • อยากเห็นผลงานใน6เดือน

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้การจัดตั้งรัฐบาลเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น ได้ชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว เหลือการฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของเอกชนยอมรับว่ามีความเชื่อมั่นมากขึ้น หากเป็นไปได้ในการแต่งตั้งรัฐมนตรีของแต่ละกระทรวงอยากได้ผู้ที่ตั้งใจทำงาน มีความรู้ความสามารถในเรื่องที่จะเข้าไปบริหาร และที่สำคัญต้องไม่มีคอร์รัปชั่น เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก หากเกิดขึ้นจะทำให้รัฐบาลทั้งคณะได้รับผลกระทบไปด้วย

  • คงไม่สามารถระบุว่าอยากได้ใคร ชื่ออะไร เพราะสิ่งที่เอกชนอยากได้คือคนที่ตั้งใจทำงานจริงๆ มีความรู้ ห้ามคอร์รัปชั่น ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ มีหน้าเดิมหลายคน จึงน่าจะเดินหน้าได้ทันที เพราะตอนนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และกำลังซื้อในประเทศ ต้องเร่งทำงานให้เห็นเนื้องานจริงๆ อยากให้ทำงานถึง 6 เดือน อย่างน้อยจะได้เห็นผลของงานที่เป็นรูปธรรมได้ อาทิ หากจัดทำนโยบายใดๆ ออกมา ช่วงเวลา 6 เดือนก็น่าจะได้เห็นผลงานว่าสำเร็จมากน้อยเพียงใด นายสุพันธุ์กล่าว

  • ชาวนาฝากหวังรบ.ใหม่พยุงราคา

    นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ราคาข้าวในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ที่ชาวนายังสามารถรับได้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งสมัย หวังว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลชุดใหม่จะมีการผลักดันโครงการที่มีความเกี่ยวข้องกับชาวนาต่อไป อาทิ โครงการแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร เป็นต้น เชื่อว่าถ้ารัฐบาลมีการผลักดันโครงการที่เป็นประโยชน์อย่าง ต่อเนื่องชาวนาก็สามารถปรับตัวได้

  • ในเรื่องของราคาข้าวไม่มีรัฐบาลใดสามารถกำหนดราคากลางได้ เพราะข้าวไทยมีการส่งออกและมีราคาที่ขึ้นลงตามตลาดโลก การที่กำหนดราคากลางจะทำให้ราคาหยุดอยู่กับที่และไม่ยั่งยืน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเกษตรกรไทยแน่นอน สิ่งที่อยากให้พัฒนาเพิ่มเติมคือในเรื่องของการพัฒนาพันธุ์ข้าว เพื่อหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ พร้อมกำหนดและจัดสรรพื้นที่ให้ปลูกข้าวตามแบบตลาดนำการผลิตเพื่อป้องกันข้าวล้นตลาด นายสุเทพกล่าว และว่า ราคาข้าว ณ วันที่ 6 มิถุนายน ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปีหอมมะลิตันละ 17,600 บาท ข้าวขาวเปลือกตันละ 7,500-7,700 บาท และราคาข้าวเปลือกข้าวสดตันละ 8,000 บาท เป็นต้น ซึ่งเป็นราคาที่อยู่ในเกณฑ์ที่ชาวนารับได้

  • แนะลดค่าโอนอสังฯกระตุ้นศก.

    น.ส.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ เสนา กล่าวว่า กรณีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คาดว่าจะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน รัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะมาตรการอสังหาริมทรัพย์ควรลดค่าจดทะเบียนการโอน และลดค่าจดจำนองเหลือ 0.01% ในอสังหาริมทรัพย์ที่คนซื้อมาก อาทิ 2-3 ล้านบาท หรือ 3-5 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% ของอสังหาริมทรัพย์โดยรวม จากที่ผ่านมารัฐออกมาตรการนี้เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ถือว่ามีเพียง 10% ของตลาดรวมเท่านั้น จึงไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก

  • พณ.ดัน'รพ.ธงฟ้า'เกิดกลางก.ค.นี้

    นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงความคืบหน้าจัดทำโครงการโรงพยาบาลธงฟ้า เพื่อให้ประชาชนได้เป็นทางเลือกก่อนการเข้ารักษา ว่า กรมอยู่ระหว่างการรอข้อมูลราคาซื้อขายยาและค่าบริการที่โรงพยาบาลเอกชนต้องแจ้งฐานข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดภายใน 45 วัน หลังกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เรื่องการแจ้งราคา การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล และอื่นๆ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมกับเปิดรับข้อมูลทางวิชาการและข้อมูลทางการแพทย์ มาประกอบการพิจารณา ก่อนเชิญโรงพพยาบาลที่อยู่ในเกณฑ์ที่มีการกำหนดราคายาและค่าบริการการเข้ารักษาที่สมเหตุสมผลและไม่คิดกำไรสูงเกินไป มาร่วมโครงการโรงพยาบาลธงฟ้าต่อไป

  • ไม่คิดว่าจะมีแต่โรงพยาบาลขนาดกลางและเล็กเท่านั้น ตามที่ตั้งข้อสังเกต เชื่อว่าโรงพยาบาลระดับ 3 ดาว 4 ดาว ก็หากร่วมโครงการ เพราะกรมได้ค้ำประกันในเบื้องต้นว่าเป็นโรงพยาบาลที่คิดค่ายาและค่าบริการที่ไม่เป็นการค้ากำไรเกินจริง ลดปัญหาการร้องเรียน และเพิ่ม ผู้เข้าใช้บริการ โดยโครงการน่าจะมีความคืบหน้าหลังได้ข้อมูลจากโรงพยาบาลและได้จัดทำฐานข้อมูลเสร็จแล็ว ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม รูปแบบคงเป็นการเชิญมาชี้แจงและทำความเข้าใจ ไม่ใช่เปิดสมัคร ส่วนจำนวนนั้นเร็วเกินไประบุว่ามีเท่าไหร่ แต่หวังว่าจะมีไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนโรงพยาบาลเอกชน 353 แห่งที่จะเข้าร่วมโครงการ นายประโยชน์กล่าว

  • ร้องทุกข์ต่อเนื่องเช็กบิลแพง

    นายประโยชน์ กล่าวถึงความคืบหน้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับโรงพยาบาลที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าถูกเรียกเก็บค่ายาและค่ารักษาแพงเกินจริงนั้น เป็นเรื่องที่ทางตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีผู้ป่วยยังส่งเรื่องร้องเรียนเรื่องค่ายาและค่ารักษาที่ถูกคิดว่าแพงเกินจริงมาต่อเนื่อง แต่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาข้อมูลและข้อเท็จจริง ยอมรับว่าเรื่องนี้ได้สร้างการตื่นตัวให้กับประชาชนมาก

  • นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า มติองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้รับรองมติสนับสนุนความโปร่งใสในตลาดสำหรับยา วัคซีน และผลิตภัณฑ์กับบริการทางการแพทย์ โดยเป็นความพยายามเพื่อเพิ่มการเข้าถึงของประชากรโลก และเป็นมติกระตุ้นเตือนให้รัฐสมาชิกเพิ่มการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับราคาจริงของยาและเวชภัณฑ์ที่รัฐบาลหรือผู้ซื้อฝ่ายอื่นในกลไกตลาดได้จ่ายไป รวมทั้งเพิ่มความโปร่งใสด้านสิทธิบัตรยา ผลการทดลองทางคลินิก และตัวแปรกับวิธีการคำนวณราคาตามห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่ห้องแล็บจนถึงมือคนไข้ และให้ฝ่ายเลขาธิการ WHO สนับสนุนความพยายามของสมาชิกและติดตามผลของความโปร่งใสต่อราคาและการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมทั้งผลของราคาที่แตกต่างกัน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการตัดสินใจอย่างรอบคอบในการซื้อยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เกิดการเจรจาต่อรองราคาที่สมเหตุผล และประชาชนในประเทศสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์มากขึ้นในที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับการที่กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศเรื่องการแจ้งราคา การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล

  • 'เกษมราษฎร์'รอคิวอาร์โค้ดคน.

    นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น กล่าวว่า กรณีกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอโครงการโรงพยาบาลธงฟ้า เพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการทั้งค่ายาและค่ารักษาพยาบาลในราคาเหมาะสมเข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน กรณีนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดที่มาที่ไป ส่วนจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ ขอศึกษาข้อมูลชัดเจนก่อนตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่กรมการค้าภายใน พณ.ออกประกาศเรื่องการควบคุมอัตราค่าบริการและค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามประกาศดังกล่าวในบางเรื่อง อะไรเป็นประโยชน์กับสังคมกับประชาชน ยินดีดำเนินการ แต่สิ่งที่ยังไม่ได้ดำเนินการคือเรื่องคิวอาร์โค้ด เป็นหน้าที่ของกรมการค้าภายใน (คน.) ต้องดำเนินการเพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนใช้ร่วมกัน จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่คิวอาร์โค้ดควรจะออกมาพร้อมกับประกาศ แสดงถึงความไม่พร้อม แต่เร่งรีบออกประกาศไปก่อน นพ.ปิยะกล่าว

  • รอดูนโยบายรัฐบาลใหม่

    นพ.ปิยะกล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบาย ชัดเจนจะให้ประเทศไทยเป็นเมดิคัล ฮับ ในภูมิภาค แต่จากแนวทางดังกล่าวอาจจะสวนทางกับนโยบาย เพราะโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ การลงทุนของโรงพยาบาลเอกชนต้องใช้ทุนของเอกชนทั้งหมด ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลขนาด 100 เตียง ลงทุนอาคารสถานที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ยังมีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร เครื่องมือแพทย์ ศักยภาพของโรงพยาบาลแต่ละแห่งก็ไม่เท่ากัน หากเป็นโรงพยาบาลทันสมัยมาก เครื่องมือพร้อมก็ลงทุนสูง

  • ปัจจุบันมีโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งเปิดโซนให้บริการแบบโรงพยาบาลเอกชน ถ้าเปรียบเทียบกันระหว่างไปใช้โรงพยาบาลของรัฐแบบเดิมกับโรงพยาบาลของรัฐที่เปิดบริการแบบเอกชน รักษาโรคหรืออาการเดียวกันค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ใช้บริการก็จะต้องประเมินศักยภาพตนเองเช่นกัน เพราะถือเป็นทางเลือก และโรงพยาบาลเอกชนก็ถือเป็นทางเลือกเช่นกัน นพ.ปิยะกล่าว และว่า แต่ถ้าผู้ป่วยไปรับการรักษาด้วยภาวะฉุกเฉินวิกฤต มั่นใจว่าโรงพยาบาลทุกแห่งพร้อมดูแลตามหลักเกณฑ์แน่นอน

  • ผู้สื่อข่าวถามว่า โรงพยาบาลเอกชนจะรวมตัวกันไปชี้แจงทำความเข้ากับกรมการค้าภายในอีกหรือไม่ นพ.ปิยะกล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้หารือกัน เพราะที่ผ่านมาตัวแทนจากสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเคยขอเข้าพบผู้บริหารใน พณ.แล้ว แต่ไม่ได้รับโอกาส ระหว่างนี้รอดูรัฐบาลชุดใหม่ด้วยว่าจะมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไร

  • หมอปิยะสกลชี้ต้องร่วมมือกันทำ

    นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด ต้องขอศึกษาข้อมูลก่อน ส่วนกรณีมีรายงานข่าวว่าผู้บริหารระดับสูงของสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเสนอให้ สธ. รับผิดชอบเรื่องของโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด รวมถึงค่ายาและบริการทางการแพทย์นั้น ทุกอย่างต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

  • นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดของโรงพยาบาลธงฟ้า แต่เห็นว่าเป็นแนวความคิดที่ดี จะสร้างทางเลือกให้ โรงพยาบาลเอกชน แต่ต้องวางแผนให้ดี

    นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ ที่ปรึกษาสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า สนับสนุนแนวคิดโรงพยาบาลธงฟ้า เพราะจะทำให้ประชาชนมีทางเลือก

  • กสทช.เดินหน้าประมูลคลื่น700

    รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงาน กสทช.ได้เห็นชอบร่างประกาศ กสทช. เรื่องการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 703-733/758-788 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นร่างประกาศสำหรับการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ที่เรียกคืนคลื่นความถี่จากกิจการทีวีดิจิทัล เพื่อจัดสรรในกิจการโทรคมนาคม โดยผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรียบร้อยแล้ว และได้นำร่างประกาศดังกล่าวพร้อมกับร่างประกาศแผนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีการประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา นำประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562

  • ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ คณะทำงานด้านการจัดทำหลักเกณฑ์และการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านโทรคมนาคม เป็นหัวหน้าคณะ มีมติคงราคาการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 3 ชุดใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 10 เมกะเฮิรตซ์ ราคาใบอนุญาตละ 17,584 ล้านบาท แบ่งการชำระเป็น 10 งวด (10 ปี) อายุใบอนุญาต 15 ปี โดยคลื่นความถี่เริ่มใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563

  • 'ฐากร'ชัวร์มีค่ายมือถือเข้าจัดสรร

    นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่าจะมีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) เข้าร่วมการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์นี้ แม้จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจะมีโอเปอเรเตอร์เสนอให้มีการปรับลดราคาค่าใบอนุญาตลง แต่ตามหลักวิชาการที่ใช้อ้างอิง ไม่สามารถดำเนินการเช่นนั้นได้ ทั้งนี้ โอเปอเรเตอร์ที่เข้าร่วมการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ต้องเข้ายื่นเอกสารและวางเงินประกันการจัดสรรภายในวันที่ 19 มิถุนายน 2562 โดยจะได้รับการขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เป็น 10 งวด (10 ปี) ซึ่งโอเปอเรเตอร์ที่ไม่เข้าร่วมการจัดสรร ต้องกลับสู่เงื่อนไขการชำระค่าใบอนุญาตตามกรอบระยะเวลาเดิม คือ 4 งวด (4 ปี)

  • 'ดีแทค'แนะอย่ารีบร้อนประมูล

    นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ยังไม่ควรรีบร้อนที่จะเปิดให้มีการจัดสรรความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ เพราะกว่าที่คลื่นความถี่จะสามารถใช้งานได้ก็ประมาณปลายปี 2563 ดังนั้น จึงไม่เห็นเหตุผลที่จะเร่งรัดในขณะนี้ และยังขอไม่ระบุว่าจะเข้าร่วมการจัดสรรคลื่นความถี่นี้หรือไม่ ทั้งนี้ ปัจจุบันดีแทค ถือครองคลื่นความถี่ย่าน 2100 เมกะเฮิรตซ์ ที่ใช้งานคู่กับ 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งประเมินว่าสามารถรองรับการใช้งานของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง

  • ดีอีมั่นใจ5จีเอกชนประมูลแน่

    ที่โรงแรมวี กรุงเทพฯ นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวงานเปิดตัวรายงาน เศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: เสริมรากฐานในอนาคตให้เข้มแข็ง ของธนาคารโลก ว่าขณะนี้ กสทช.อยู่ระหว่างการดำเนินการเตรียมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการ 5จี คาดว่าเอกชนจะให้ความสนใจมาประมูลคลื่นในที่สุด เพราะถือเป็นการพัฒนาที่จะเกิดและมีบทบาทในอนาคต แม้ว่าขณะนี้ยังมีท่าทีไม่ชัดเจน แต่ขณะนี้ได้เริ่มทำการทดสอบ 5จี ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกแล้ว (อีอีซี) ร่วมกับผู้ผลิตอุปกรณ์ ผู้ให้บริการโครงข่าย ผู้ใช้งานเพื่อทดสอบการนำไปใช้ (ยูสเคส) ในรูปแบบต่างๆ ปัจจุบันทดสอบกว่า 20 ยูสเคส ก่อนที่จะเกิด 5จีขึ้นจริง ซึ่งมาตรฐาน 5จีจะเป็นอย่างไรต้องรอทางสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) สรุปออกมาก่อน คาดหวังผลการทดสอบให้ภาคเอกชนมีการใช้โครงสร้างพื้นฐานหรือเสาสัญญาณร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดภาระการลงทุนเอกชนได้ ไทยในฐานะเป็นประธานอาเซียนจะผลักดันการพัฒนาด้านดิจิทัลในอาเซียนและเชื่อมต่อกันด้วยดิจิทัลเพื่อให้ดิจิทัลผลักดันการเติบโตของภูมิภาค

  • ผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีราคาประมูลคลื่นที่เอกชนมีความกังวลว่าราคาสูงเกินไป เอกชนจึงยังมีท่าทีไม่ชัดเจน นายพิเชฐกล่าวว่า 5จีเป็นของแพง ไม่อยากให้ต่อราคาตั้งแต่ต้น ส่วนกรณีเอกชนยังไม่ชัดเจนก็เหมือนการเมืองที่ยื้อกันไปมาแต่สุดท้ายก็จบได้

  • เชื่อรบ.ใหม่เร่งสานต่อ

    คาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเดินหน้าสานต่อโครงการที่ดำเนินการไว้ให้ต่อเนื่อง ล่าสุด กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลของไทยได้ออกมาบังคับใช้แล้ว เป็นกฎหมายที่อ้างอิงกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป หรือจีดีพีอาร์ ซึ่งจากการที่ได้พบและหารือกับเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรปในไทยพบว่ามีแนวโน้มที่ดี เจ้าหน้าที่จะกลับไปรายงานต่อสหภาพยุโรปถึงสถานการณ์สถานภาพไทยที่ดีขึ้น โดยไทยที่กำลังจะมีการเจรจาการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป แนวโน้มน่าจะดีขึ้นเพราะที่ผ่านมาเราสะดุดหลายเรื่อง ขณะนี้ไทยได้แก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ คาดว่าจะเดินหน้าได้ นายพิเชฐกล่าว

  • เวิลด์แบงก์แนะ6ข้อรุกศก.ดิจิทัล

    นางบูเทเนีย กูเอมาซิ ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาดิจิทัล ธนาคารโลก กล่าวว่า เศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชาชนใช้บริการดิจิทัลจำนวนมาก ภาครัฐและภาคเอกชนมีการนำดิจิทัลไปใช้แล้วแต่ยังช้า เพราะอุปสรรคเรื่องข้อจำกัดด้านกฎระเบียบข้อบังคับและการขาดความเชื่อใจในการดำเนินธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น เพื่อพัฒนาด้านดิจิทัลในภูมิภาคฯ ต้องให้ความสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1.การขยายการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน ควรมีนโยบายและให้ราคาการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตถูกลง เพิ่มความเร็ว และมีสัญญาณบอรดแบนด์เชื่อถือได้ 2.ต้องเดินหน้าสร้างกำลังแรงงานที่มีทักษะอย่างต่อเนื่อง 3.ต้องพัฒนาการชำระเงินแบบดิจิทัลซึ่งภูมิภาคนี้พัฒนาค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นของโลกและประเทศส่วนใหญ่ยังชำระเงินด้วยเงินสด

  • นางกูเอมาซิกล่าวว่า 4.ภาคโลจิสติกส์ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้าอิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) การรับปรุงคุณภาพบริการ การปรับระเบียบพิธีการด้านศุลกากรให้ความคล่องตัว 5.การรวมตัวของภูมิภาค รวมถึงการประสานกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ และการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกรรมระหว่างประเทศในอาเซียนสามารถช่วยผสานประโยชน์ที่จะได้รับจากตลาดดิจิทัลทั้งในส่วนของธุรกิจและลูกค้าได้ และ 6.มาตรฐานและกฎระเบียบข้อบังคับที่มีประสิทธิภาพสำหรับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กระแสข้อมูลระหว่างประเทศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ข้อมูลส่วนตัว และการปกป้องลูกค้า ต้องมีการระบุความเสี่ยงและความเปราะบางที่จะมาพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลด้วย มาตรการที่เข้มแข็งในประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญในการสร้างความเชื่อใจในแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงสร้างความปลอดภัย เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลมีความยั่งยืน

  • กทพ.เลื่อนยื่นฎีกาไม่มีกำหนด

    แหล่งข่าวจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กล่าวถึงกรณีเดิมเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2562 กทพ.จะมีการยื่นฎีกาขอให้พิจารณาระงับการขยายสัมปทานที่ได้ตกลงกับทางบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีอีเอ็ม ใน 3 โครงการออกไปอีก 30 ปี นับจากวันสิ้นสุดสัญญา เพื่อแลกกับการจ่ายค่าโง่กว่า 4.3 พันล้านบาทในโครงการทางพิเศษอุดรรัถยา หรือทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด และค่าโง่ในคดีปรับอัตราค่าผ่านทางโครงการทางด่วนศรีรัช ส่วน D ในปี 2546 อีก 1.9 พันล้านบาท ว่าในตอนนี้จะยังไม่มีการยื่นขอระงับการขยายสัมปทานแต่อย่างใด และเลื่อนวันยื่นขอคัดค้านออกไปอย่างไม่มีกำหนด ส่วนเหตุผลที่เลื่อนวันออกไปนั้นไม่สามารถให้คำตอบได้ใน ขณะนี้

  • --มติชน ฉบับวันที่ 8 มิ.ย. 2562 (กรอบบ่าย)--

    ยืนยันคำสั่ง?
    คุณต้องการดำเนินการต่อไปหรือไม่?
    Message