• TH EN
    TH
รายงานพิเศษ : ยางไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ?
  • รายงานพิเศษ : ยางไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ?
  • เมื่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศในปี2557 ราคายางพาราตกต่ำ โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ประมาณกิโลกรัมละ 30 กว่าบาท จนเกษตรกรร้องว่า ยางพารา 3 โล 100 ไม่สามารถอยู่ได้แม้ว่า คสช.จะใช้อำนาจยุบหน่วยงานองค์กรยางจาก 3 หน่วยเดิม ได้แก่ องค์กรสวนยาง สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางและสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรเป็น การยางแห่งประเทศไทย”(กยท.) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งหวังให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ถึงกระนั้นราคายางก็ยังไม่มีท่าทีที่จะขยับขึ้น กระทั่งใช้วิธีพยุงราคายางโดยร่วมกับประเทศผู้ส่งออกยางพาราอินโดนีเซียและมาเลเซียในเวทีสภาไตรภาคียาง ใช้มาตรการจำกัดการส่งออก (AETS) หวังผลลดปริมาณยางในตลาดโลกเหมือนโอเปกลดการผลิตน้ำมัน ก็ไม่สามารถทำให้ราคายางปรับสูงขึ้นได้

  • จนกระทั่ง นายกฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเริ่มแก้ปัญหาราคายางตกต่ำทันที่ เริ่มโครงการแรก ลดปริมาณยางด้วยการสั่งตัดต้นยางออก 2 ล้านไร่ ปรากฏว่า มีทั้งเสียงเชียร์และค้าน

  • จึงได้จึงเปลี่ยนวิธีการใหม่โดยใช้นโยบาย ตลาดนำการผลิตด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดงานจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)ที่จ.กระบี่และจ.ตรัง ในโครงการสร้างเสริมศักยภาพเพื่อขยายตลาดคู่ค้ายางพาราไทย ระหว่างผู้ประกอบกิจการยางพาราจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงกลุ่มประเทศตลาดใหม่ ได้แก่ เม็กซิโก เกาหลีใต้ศรีลังกา อินเดีย ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน กับกลุ่มสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 30 สถาบันส่งผลให้มีการสั่งซื้อยางจากกลุ่มสถาบันเกษตรกรและกยท. คิดเป็น57% ของจำนวนบริษัททั้งหมดที่เข้าร่วมจับคู่เจรจาธุรกิจ สั่งจองยางหลายประเภท ได้แก่ น้ำยางข้น ยางเครปขาว ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง รวมปริมาณกว่าเดือนละ 58,000 ตัน หรือ 696,000 ตันต่อปี นับว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง แล้วสั่งการให้ทูตเกษตรในต่างประเทศติดตามสถานการณ์ยางโลกใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราทุกระยะ

  • นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯกล่าวว่า ยางพาราเป็นสินค้าเกษตรที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ผลผลิตยางพาราเฉลี่ย 4.5 ล้านตันต่อปี แต่่ใช้ในประเทศเพียงปีละ 500,000 ตันเท่านั้น ที่เหลือส่งออกโดยไทยเป็นผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตามในปี 2556 ประเทศผู้ปลูกยางพารารายใหม่เริ่มส่งออกมากขึ้น จนสต๊อกยางในตลาดโลกมีปริมาณมากส่งผลให้ราคาตกต่ำ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศจึงหันไปใช้ยางสังเคราะห์ที่ทำจากน้ำมันแทนการใช้ยางธรรมชาติเพราะราคาถูกกว่า กระทรวงเกษตรฯจึงส่งเสริมให้แปรรูปยางภายในประเทศหรือเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศมากขึ้น ไม่ได้พึ่งการส่งออกเพียงอย่างเดียวและที่เห็นผลเป็นรูปธรรม มีผลทำให้ราคายางในประเทศเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ่้นคือ โครงการสร้างทำถนนพาราซอยซีเมนต์

  • โครงการสร้างทำถนนพาราซอยซีเมนต์นั้นมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน ขณะนี้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศได้อนุมัติเทศบัญญัติและข้อบัญญัติจังหวัดงบประมาณปี 2562 เพิ่มเติมให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลสามารถใช้งบท้องถิ่นทำถนนพาราซอยซีเมนต์ในพื้นที่ชนบทได้แล้ว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการระยะกลางและระยะยาวเพื่อกระตุ้นราคายางโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศ ที่สำคัญคือ โครงการสร้างถนนผสมยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ความยาวถนนดินลูกรังที่อยู่ในแผนปรับเป็นถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราไร้ฝุ่นระยะทางยาง 300,000 กิโลเมตร ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะทยอยจัดทำถนนผสมยางแทนถนนลูกรังปีละ 50,000 กิโลเมตรนายกฤษฎากล่าว

  • ทั้งนี้ถนน 1 กิโลเมตรใช้ยางพารา 1.3 ตัน คาดว่า ปริมาณการใช้ในโครงการสร้างถนนจะไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านตัน นอกจากนี้ อปท. ยังนำยางพาราไปสร้างสนามกีฬาและสนามเด็กเล่นอีกด้วย โดยเป็นมาตรการระยะกลางและระยะยาวที่จะทำให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นอีกและมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการดำเนินงาน โครงการสร้างถนนผสมยางพาราทั้งปีงบประมาณ 2561 – 2562 ที่ดำเนินการแล้วมี 2,565 โครงการ ใช้น้ำยางข้น 29,554 ตันและน้ำยางสด 3,078.87 ตัน สำหรับสนามกีฬาจัดทำแล้ว 72 โครงการ ส่วนสนามเด็กเล่น 29โครงการ รวมปริมาณน้ำยางที่ข้นใช้ไปแล้ว 29,929.45 ตัน และปริมาณน้ำยางสดที่แล้ว 3,114.47 ตัน

  • โดยราคาน้ำยางสดล่าสุด (4 มิ.ย.2562) อยู่ที่ 50.90 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับเดือนตุลาคม 2561 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91บาท ส่วนยางแผ่นรมควันชั้น 3อยู่ที่ 55.89 บาทต่อกิโลกรัม โดยเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2561 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91 บาท

  • หากมาตรการส่งเสริมใช้ยางในประเทศมากขึ้น ควบคู่กับการลดทั้งพื้นที่สวนยางแล้ว จึงมั่นใจว่า ราคายางจะปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน เนื่องจากประเทศคู่ค้าสำคัญคือ จีน ตลอดจนประเทศผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราอื่นต้องวางแผนสั่งซื้อยางวัตถุดิบจากตลาดล่วงหน้าสำคัญได้แก่ ตลาดไซคอม (สิงคโปร์) ตลาดโตคอม(ญี่ปุ่น) หากทราบว่า ปริมาณยางวัตถุดิบในตลาดโลกจะลดลงผู้ผลิตเหล่านี้ต้องซื้อไปเก็บสต็อกไว้ เป็นปัจจัยให้ราคาซื้อขายทั้งในตลาดล่วงหน้าสูงขึ้น ส่งผลให้ราคารับซื้อในประเทศสูงตามไปด้วย

  • ราคายางพาราของไทยมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืนแน่นอน!!

    ที่มา: www.naewna.com

ยืนยันคำสั่ง?
คุณต้องการดำเนินการต่อไปหรือไม่?
Message