• TH EN
    TH
ดันประกันภัยพืชผล-ปศุสัตว์
  • ดันประกันภัยพืชผล-ปศุสัตว์
  • ดึงเอกชนช่วยรับภาระ-ลดเยียวยากว่า2หมื่นล.ต่อปี สศก.เล็งดึงบริษัทเอกชนประกันภัยพืชเกษตรปศุสัตว์ยกเข่ง หวังเบี้ยประกันถูก ช่วยลดภาระงบประมาณรัฐจ่ายเยียวยาเกษตรกรกว่า 2 หมื่นล้านต่อปี เผยผลเจรจาคืบหน้า ชี้จุดดีไม่ต้องรอความเสียหาย 80% ถึงจ่ายได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถา ในงานเสวนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ฤดูฝน ปี พ.ศ. 2562 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ตอนหนึ่งระบุว่า ได้จัดตั้ง 3 เสาหลัก ในการบริหารทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพ อย่างมั่นคง ยั่งยืน ได้แก่ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 (มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 ม.ค.62) แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี และการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ เพื่อลดความเสียหายจากภัยแล้ง น้ำท่วมลดลง โดยงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยาน้ำท่วมภัยแล้ง ในรอบ 11 ปี ลดลงเหลือ 1.85 หมื่นล้านบาท จากสูงสุดในปี 2554 กว่า 8.9 หมื่นล้านบาท(กราฟิกประกอบ)

  • นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า การขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปประกันภัยการเกษตร ซึ่งปัจจุบันมีโครงการภาครัฐที่ดำเนินการในสินค้าเกษตรเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ประกันภัยข้าวนาปี ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยังมีประกันภัยที่ดำเนินการโดยบริษัทประกันภัยกับเกษตรกรโดยตรง เช่น ทุเรียน รวมไปถึงหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เริ่มมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการประกันภัยสินค้าชนิดอื่นๆ เช่น โคนม มันสำปะหลัง กุ้ง เป็นต้น
  • สำหรับการชดเชยและการให้ความช่วยเหลือ ในรูปการประกันภัยพืชผล เป็นการคุ้มครองความเสียหายหรือสูญเสียต่อพืชผลที่เอาประกันภัย อันเกิดจากภัยธรรมชาติตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยอาจกำหนดให้คุ้มครองภัยทุกชนิด หรืออาจกำหนดให้คุ้มครองจากภัยพิบัติบางอย่างโดยเฉพาะ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ลมพายุ ลูกเห็บตก เป็นต้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่และชนิดของพืชที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแตกต่างกัน
  • ทั้งนี้การประกันภัยพืชผลจะกำหนดระยะเวลาคุ้มครองไว้ล่วงหน้า โดยระยะเวลาคุ้มครองนี้จะตรงกับช่วงระยะเวลาเพาะปลูกของพืชแต่ละชนิด ดังนั้นการทำประกันภัยจึงต้องทำก่อนเริ่มระยะเวลาเพาะปลูกของพืชแต่ละชนิด จะเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดระบบการเงิน เพื่อคุ้มครองต้นทุนการผลิตเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ คุ้มครองปริมาณผลผลิตที่ลดต่ำลง และคุ้มครองราคาผลผลิตที่ผันผวน ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางรายได้และความมั่นคงในอาชีพให้แก่เกษตรกร
  • สศก.กำลังเจรจาและหารือกับ คปภ.กับ ธ.ก.ส. เพราะเมื่อพิจารณาดูสถิติความเสียหายจากภัยพิบัติที่รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยเยียวยาในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ถ้ามีบริษัทประกันภัยมาช่วย จะทำให้เกษตรกรได้เงินเร็วขึ้น ในสัดส่วนความเสียหายจ่ายแบบรายแปลง อาจจะต้องจ้างบริษัทเซเวเยอร์ตรวจสอบ (บริษัทกลาง) หรือใช้บริษัทประกันภัยเข้าไปตรวจสอบ โดยกำหนดสัดส่วนความเสียหายที่ต้องจ่าย ไม่จำเป็นต้องรอความเสียหายถึง 80% ถึงจะใช้งบประมาณรัฐชดเชยความเสียหายได้ ดังนั้นต้องพัฒนาระบบการตรวจสอบพื้นที่เสียหายซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะยากหน่อยต้องใช้เวลาหลายปี
  • ส่วนทางเลือกที่ 2 คือ ประเมินความเสียหายตามรายแปลง ต้องให้เกษตรกรสมัครใจเข้ามาทำประกันภัยโดยไปประเมินจ่ายรายแปลง อาจจะไม่ต้องมีการประกาศ แต่อาจจะต้องเสียค่ารถจักรยานยนต์เข้าไปตรวจสอบ อยากให้คิดแค่ 2 ทางเลือกก่อน โดย ธ.ก.ส.จะเป็นตัวกลางคุยกับบริษัทประกันภัย หากดึงทุกพืช ทุกสินค้าปศุสัตว์เข้าร่วมโครงการจะส่งผลทำให้เบี้ยประกันถูกลง ที่สำคัญช่วยลดภาระงบประมาณรัฐ ทั้งนี้เมื่อมีการปรับเปลี่ยนระบบการให้ความช่วยเหลือในระบบเดิมเข้าสู่ระบบประกันภัย ควรยกเลิกการให้ความช่วยเหลือเยียวยาในระบบเดิมเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

ยืนยันคำสั่ง?
คุณต้องการดำเนินการต่อไปหรือไม่?
Message