• TH EN
    TH
ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ ระหว่าง 06 กุมภาพันธ์ 2560 - 12 กุมภาพันธ์ 2560
  • ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ  ระหว่าง 06 กุมภาพันธ์ 2560 - 12 กุมภาพันธ์ 2560
  • ภาคเหนือ

    ในช่วงวันที่ 6-10 ก.พ. อากาศเย็นถึงหนาว และมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 14-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม. /ชม. ส่วนในวันที่ 11-12 ก.พ. อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 12-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-11 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม. /ชม.
    -เกษตรกร ระยะนี้ยังคงมีอากาศหนาวเย็นต่อเนื่องโดยเฉพาะทางตอนบนของภาค และในช่วงวันที่ 11-12 ก.พ. อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส เกษตรกรควรดูแลร่างกายให้ได้รับความอบอุ่นเพียงพอ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงปรับตัวไม่ทัน อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย
    -ไม้ดอก ในระยะนี้จะไม่มีฝนตก โดยจะมีอุณหภูมิต่ำสุด 12-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส กับจะมีหมอกในตอนเช้า ผู้ที่ปลูกไม้ดอก เช่น กล้วยไม้ ควรหมั่นสังเกตุพืชที่ปลูก เพราะอุณหภูมิที่ต่ำเกินไปอาจทำให้กล้วยไม้มีอาการใบเหลืองและร่วง แตกหน่อน้อย ให้ดอกน้อย และดอกบานไม่ทน

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ในช่วงวันที่ 6-9 ก.พ. อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส และมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 16-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-14 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 15-30 กม. /ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 10-12 ก.พ. อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 12-17 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-30 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 7-12 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม. /ชม.
    -เกษตรกร ระยะนี้ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวโดยเฉพาะทางตอนบนของภาคจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณอื่นๆ และในช่วงวันที่ 10-12 ก.พ. จะมีอุณหภูมิต่ำสุด 12-17 องศาเซลเซียส เกษตรกรควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจต่างๆ ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงปรับตัวไม่ทันอ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย
    -พืชไร่และผักชนิดต่างๆ ในระยะนี้จะไม่มีฝนตกกับมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป โดยจะมีอุณหภูมิต่ำสุด 12-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส กับจะมีหมอกในตอนเช้า โดยทางตอนบนของภาคจะมีอากาศหนาวกว่าบริเวณอื่น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจพืชที่ปลูกเพราะอุณหภูมิที่ต่ำเกินไปจะมีผลทำให้พืช เช่น ถั่วเหลืองและถั่วเขียว ชะงักการเจริญเติบโตหรือเจริญเติบโตช้า รวมทั้งควรให้น้ำแก่พืชเพิ่มเติมตามความเหมาะสมและควรคำนึงถึงการใช้น้ำอย่างประหยัดด้วย

  • ภาคกลาง

    ในช่วงวันที่ 6-10 ก.พ. อากาศเย็น และมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 11-12 ก.พ. อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 17-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม. /ชม.
    -เกษตรกร ระยะนี้อากาศเย็นโดยเฉพาะทางตอนบนของภาค โดยจะมีอุณหภูมิต่ำสุด 17-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส เกษตรกรควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงปรับตัวไม่ทันอ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย
    -ข้าว ระยะนี้จะมีอากาศเย็น โดยจะมีอุณหภูมิต่ำสุด 17-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส กับจะมีหมอกในตอนเช้า เกษตรกรที่ปลูกข้าวควรหมั่นสังเกตแปลงนาเพราะอุณหภูมิที่ต่ำในช่วงนี้อาจทำให้ต้นข้าวชะงักการเจริญเติบโต ซึ่งจะทำให้ผลผลิตลดลงได้

  • ภาคตะวันออก

    ในช่วงวันที่ 6-10 ก.พ. อากาศเย็น และมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 11-12 ก.พ. อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 2-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม. /ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร
    -เกษตรกร ระยะนี้อากาศเย็นโดยเฉพาะทางตอนบนของภาค โดยจะมีอุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส เกษตรกรควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย
    -ไม้ผล ระยะนี้จะไม่มีฝนตก ประกอบกับมีค่าศักย์การคายระเหยน้ำมาก สำหรับไม้ผลที่กำลังติดผลอ่อน ชาวสวนจึงควรดูแลให้น้ำเพิ่มเติม เพื่อป้องกันผลผลิตแคระแกร็น รวมทั้งระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกปากดูด เช่น เพลี้ยและไรชนิดต่างๆ

  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)

    ในช่วงวันที่ 6-9 ก.พ. มีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม. /ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 10-12 ก.พ. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส
    -เกษตรกร ระยะนี้ทางตอนบนของภาคเช่นบริเวณจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์จะมีอากาศเย็น เกษตรกรควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงปรับตัวไม่ทันอ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย
    -ยางพารา ระยะนี้ปริมาณฝนลดลง ส่วนในช่วงวันที่ 10-12 ก.พ.การกระจายของฝนจะเพิ่มขึ้น ชาวสวนยางพาราควรระวังและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคใบยางร่วงลูกยางเน่า เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ต้นพืชเสียหาย และอาจตายได้ สำหรับบริเวณที่น้ำลดลงแล้ว ชาวสวนควรรีบพื้นฟู กำจัดวัชพืชในสวนยางให้โล่งเตียน เพื่อลดความชื้นและความรุนแรงของโรค

  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)

    มีฝนเล็กน้อยบางแห่งตลอดช่วง ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม. /ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
    -ยางพารา ระยะนี้ปริมาณฝนลดลง ส่วนในช่วงวันที่ 10-12 ก.พ.การกระจายของฝนจะเพิ่มขึ้น ชาวสวนยางพาราควรระวังและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคใบยางร่วงลูกยางเน่า เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ต้นพืชเสียหาย และอาจตายได้ สำหรับบริเวณที่น้ำลดลงแล้ว ชาวสวนควรรีบพื้นฟู กำจัดวัชพืชในสวนยางให้โล่งเตียน เพื่อลดความชื้นและความรุนแรงของโรค

ยืนยันคำสั่ง?
คุณต้องการดำเนินการต่อไปหรือไม่?
Message